วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทที่2ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยว

อาณาจักรบาบิโลน
วิวัฒนาการการท่องเที่ยว
อาณาจักรบาบิโลน (Babylonion Kingdom) และ อาณาจักรอิยิปต์(Egyptian Kingdom)
-การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุ 2600ปีมาแล้วในอาณาจั้กรบาบิโลน
-มีการจัดงานเทศกาลด้านทางศาสนา มีการพบหลักฐานจากข้อความที่นักเดินทางเขียนไว้ที่ผนังหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ
จักรวรรดิกรีกและจักรวรรดิโรมัน
ลักษณะการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวสมัยกรีก เป็นการปกครองแบบนครรัฐ(City State) ทำให้ไม่มีผู้นำสั่งการให้สร้างถนนจึงนิยมเดินทางทางเรือ
-สถานที่ที่เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้า
-เดินทางเพื่อแสวงหาความรู้ เนื่องจากสมัยกรีกนี้มีนักปราชญ์จำนวนมาก อาทิ อริสโตเติล พลาโต โซเครติส
-เพื่อการกีฬา โดยเฉพาะในกรุงเอเธนส์
เมื่อมีการเดินทางทำให้เกิดการสร้างที่พักแรมระหว่างทางเกิดขึ้นซึ่งเป็นเพียงแค่ห้องนอนแคบๆเท่านั้น

อนุสาวรีย์ในยุคกลาง

สมัยโรมัน
ได้รวบรวมจักรวรรดิกรีกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรและได้นำเอาวัฒนธรรม ธรมมเนียม และความหรูหราต่างๆไปพัฒนาเป็นแบบโรมัน สมัยโรมันเป็นสมัยที่มีการท่องเที่ยวรุ่งเรืองที่สุดในยุคโบราณจนมีนักวิชาการปัจจุบัน กล่าวว่า "แม้ว่าชาวโรมันจะมิใช่ชาติแรกที่เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆเพื่อความเพลิดเพลินก็ตาม แต่ชาวโรมันก็เป็นชนชาติแรกที่แท้จริงที่สร้างวัฒนธรรมการท่องเที่ยวระบบมวลชนเป็นครั้งแรก"(Mass Tourism) ชาวโรมันนิยมเดินทางไปชมความสำเร็จของวิทยาการของกรีก อนุสาวรีย์ต่างๆ รูปแกะสลัก ตลอดจนงานเทศบาล
ยุคกลางหรือยุคมืด ค.ศ.500-1500
เป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ศาสนาเข้ามามีบทบาทในการกำหนดการดำเนนชีวิตของผู้คน วันหยุด เริ่มเข้ามีบทบาทมากขึ้นซึ่งหมายถึงการหยุดพักจาการทำงาน ไม่ไปไหนมาไหนและใน 1 ปี มีวันหยุดทางศาสนามากขึ้น คนชั้นสุงและคนชั้นกลางนิยมเดินทางเพื่อแสวงบุญในระยะทางไกลในเมืองต่างๆตามหลักฐานที่ปรากฏเป็นนิทานเรื่อง Canterbury's tales แต่ปัญหาที่นักเดินทางต้องเจอคือ โจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทาง มัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง และเป็นทั้งนักปกป้องนักเดินทางด้วย มัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงได้รับค่าจ้างสูง ผลของการเดินทางเพื่อแสวงบุญมี 3 ประเด็นคือ
1.มีเป้าหมายของการเดินทางที่เด่นชัดได้แก่การแสวงบุญ
2.ผลการเดินทา'มีความสำคัญและความหมายทางด้สนจิตใจเพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญแห่งชีวิต
3.ผู้แสวงบุญต้องการให้คนอื่นเห็นถึงความสำเร็จแห่งการเดินทางในรูปของของที่ระลึก
นอกจากนักแสวงบุญแล้วในยุคกลางยังมีนักเดินทางประเภทนักผจญภัยซึ่งเดินทางเพื่อแสวงหาชื่อเสียงและโชคลาภ การเดินทางในรูปแบบนี้น่าจะจัดได้ว่าเป็นการเดินทางทางด้านธุรกิจ หรือการเดินทางตามหน้าที่มากกว่าการเดินทางเพื่อความเพลิดเพลิน
คริสต์ศตวรรษที่ 17-19
ในช่วงก่อนที่จะถึงศตวรรษที่16คนที่ต้องการเดินทางมีวิธีที่จะทำได้ 3 วิธี คือ การเดินเท้า การขี่ม้า การใช้เสลี่ยงโดยมีคนรับใช้เป็นผู้แบกซึ่งวิธีนี้เป็ฯวิธีของชนชั้นสูงเท่านั้น

รถไฟ

ในศตวรรษที่ 18 มีระบบทางด่วนที่ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าผ่านทางเกิดขึ้น โดยมีการปรับปรุงผิวการจราจรทำให้รถตู้ 4 ล้อ ลากด้วยม้าซึ่งบรรทุกคนได้ระหว่าง 8-14 คน วิ่งได้ถึง 40 ไมล์ ต่อมามีการปรับปรุงระบบกันสะเทือนที่เป็นโลหะทไให้เกิดความสบายมากขึ้น รถเทียมม้าชนิดนี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาการเดินทางภายในอาณานิคมของทวีปอเมริกาเหนือด้วย การเดินทางเป็นระยะทางไกลๆเรื่องที่พักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เดินทาง ในสมันนี้จึงมีที่พักประเภท inn เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อให้ผู้เดินทางและพักแรมและให้ม้าที่ลากได้มีโอกาสผลัดเปลี่ยนหน้าที่ แต่ที่พักในสมัยนั้นก็เป็นที่พักแบบง่ายๆ

การท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 20(1901-2000)

ในช่วงนี้การท่องเที่ยวยังคงขยายตัวต่อไปเพราะความมั่งคั่งของผู้คน ความอยากรู้อยากเห็น และทัศนคติที่กล้าแสดงออกมากขึ้นในยุคหลังสมัยวิคตอเรีย ประกอบกับการพัฒนาการขนส่งอย่างต่อเนื่อง นักเดินทางมีความปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บและการโจมตีของโจรผู้ร้าย ทวีปยุโรปมีความมั่นคงทางการเมือง เอกสารการเดินทางก็ไม่ยุ่งยาก ตั้งแต่ปี 1860 เป็นต้นมาหนังสือเดินทางไม่ต้องใช้ในการเดินทางในทวีบยุโรป

รูปแบบของการเดินทางเปลี่ยนไป ความนิยมในการเดินทางด้วยรถไฟลดลงเพราะคนนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น มีการพัฒนาถนน พัฒนารถบรรทุกที่ขนสัมภาระในสงคราม ให้เป็นรถ Coach พาหนะแบบนี้ได้รับความนิยมมากในช่วงทศวรรษที่ 1920

การกำเนิดอุตสาหกรรมการบินในระยะแรกเป็นสัญญานบ่งบอกให้เห็นถึงจุกเริ่มต้นของการสิ้นสุดของบริการทางรถไฟและเรือกลไฟ ที่กล่าวว่าเป็นจุดเริ่มของการสิ้นสุดเพราะรถไปและเรือยังคงมีการให้บริการอยู่ การบินเพื่อการพาณิชย์ได้เริ่มเป็นครั้งแรกในปี 1919 ในทวีปยุโรป ค่าโดยสารระหว่าลอนดอนกับปารีส เป็นเงิน16 ปอนด์ ซึ่งเท่ากับค่าแรงคนงานหลายอาทิตย์ การบินในระยะแรกมักจะเป็นการขนส่งจดหมายและไปรษณีย์ภัณฑ์มากกว่า การขนส่งผู้โดยสารจนกระทั่งหลังสงครามโลกที่ 2 ที่เคื่องบินได้รับการพัฒนามากและดีพอที่จะทำการขนส่งผู้โดยสารเป็นการพาณิชย์และการบินระหว่างประเทศ




อ้างอิง


www.thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mc_43&topic=1145





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น